Monthly Archives: April 2017

kinto detox การดีท็อกซ์ คืออะไร การดีท็อกซ์ คือ การล้างพิษ

kinto detox การดีท็อกซ์ คืออะไร การดีท็อกซ์ คือ การล้างพิษ การล้างพิษมีหลายวิธี ได้แก่ การอาบน้ำ การอบ การนวด ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนัง ก็เป็นการล้างพิษ ขจัดเอาพิษออกและการสวนล้างลำไส้ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุลอีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณผ่องใส เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีกระบวนการล้างพิษกาีรล้างพิษในร่างกาย ที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี จำเป็นต้องบำรุงรักษาทั้งร่างกายและจิตใจจึงควรล้างพิษผ่านวิธีทั้ง 5 ได้แก่- กินเพื่อล้างพิษ กินอาหารล้างพิษ กินอาหารปรับสมดุลรักษาโรค- อดเพื่อล้างพิษ การอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้พัก เพื่อเป็นการเก็บกวาดของเสีย และสารพิษออกไป- ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณสร้างกำลังภายใน เพื่อขับของเีสีย ขับพิษออก- ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ ฝึกสมาธิเพื่อรักษาโรค- สวนลำไส้เพื่อล้างพิษ เพื่อขจัดของเสีย ขับสารพิษออกจากลำไส้ และตับกิน…ล้างพิษสามารถหลีกเลี่ยงอาหารมีพิษได้ง่ายๆ โดยงดเว้นอาหารหมักดอง อาหารขัดขาวหรือฟอกสี รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป แล้วเลือกกินผักสดเลือกแบบไม่มีสารปนเปื้อนหรือล้างเอายาฆ่าแมลงออกให้หมดยิ่งประเสริฐ กินข้าวกล้อง ข้าวมันปูแทนข้าวขาว น้ำตาลทรายแดงแทนน้ำตาลขัดขาว ที่สำคัญกินอาหาร โดยที่ไม่เลือกกินเนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล มากจนเกินไปแต่สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย มีทางเลือกง่ายๆ คือปั่นน้ำผัก น้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำ ก็ช่วยล้างพิษได้ค่ะ(แต่ควรทานตอนท้องว่างนะค่ะ ไม่ควรทานหลังอิ่มข้าวใหม่ๆ เพราะข้าวจะไปขัดขวางการดูดซึม)

มีคำกล่าวว่า “คนกินมากก็ป่วยมาก” คนเราป่วยเพราะกินมีเพิ่มขึ้นจริงๆ ค่ะ การล้างพิษวิธีที่สองจึงชักชวนให้หันมาอดล้างพิษกันดูบ้าง
ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่า มนุษย์เราสะสมพลังงานในรูปไขมันและพลังงานไว้เพียงพอต่อการอดอาหารประมาณ 1-2 วัน ได้โดยไม่เจ็บป่วยเชียวนะ

ข้อดีของการอด
คือลดการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะก็ไม่ต้องย่อยอาหาร ลำไส้ก็ไม่ต้องดูดซึม อวัยวะภายในอื่น ๆ ก็จะทำงานน้อยลง
ซึ่งหากคนเราใช้งานกระเพาะหรืออวัยวะภายในส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ร่างกายก็จะสร้างสารพิษที่เรียกว่ามะเร็งนั่นเองค่ะ
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มอดอาหาร สามารถเริ่มต้นด้วยการกินผลไม้ หรือน้ำผลไม้ตลอดทั้งวันก่อนก็ได้ แต่ก่อนการอด ควรจะให้แพทย์
ตรวจร่างกายก่อน และในวันที่อดอาหารก็ไม่ควรทำงานหนักด้วยค่ะ
ฝึกลมปราณ เพื่อขจัดพิษออก kinto detox

โดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้นไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยาย และหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดี
เข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิต ให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็นผลให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย

การฝึก “ ลมปราณ ” จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ และการฝึกลมปราณก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน

การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก
แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้หายใจลึก ๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิ พอมีจังหวะ 5-10 นาที เราก็สามารถเดินลมปราณ
โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆ ถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก
เมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆ kinto detox เราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรง
ไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ
ฝึกสมาธิ… ล้างพิษในใจ

คนที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาค่ะ และเมื่อร่างกายสงบ เกิดสมาธิ หัวใจจะเต้นช้าลง
ลมหายใจที่เคยสั้นเพราะเครียดก็จะยาวขึ้น เมื่อควบคุมลมหายใจได้ทำให้ปอดขยาย z่างกายก็สามารถปรับออกซิเจนได้มากขึ้น เกิดกระบวนการ
เผาผลาญไขมัน ลดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากขึ้น แถมทำให้คลื่นสมองเป็น
ระเบียบ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น

ความเครียดของมนุษย์ทำให้เกิดโรคภัยมากมาย โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในลดลง
และทำให้เกิดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ พร้อมกับทำให้ลุกลามไปมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุดังกล่าวว่าโรคทางกายนั้นเกิดจากโรคทางใจ วิธีเดียวที่จะบำบัดภาวะดังกล่าว คือ การทำวิปัสสนากรรมฐาน
การเจริญสติและฝึกสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายทางกายของเราได้

ที่ต่างประเทศมีการทดลองว่าในภาวะที่กำลังเข้าสู่สมาธิ หรือในสภาวะที่ถูกสะกดจิตให้สงบมาก ๆ นั้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน
ในร่างกายน้อยลง จะทำให้หัวใจ การหายใจ และชีพจรโลหิตทำงานช้าลง ทำให้การเผาผลาญเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
และการเกิดสารอนุมูลอิสระลดน้อยลงด้วย โดยจะทำให้การก่อเซลล์มะเร็ง และการเกิดโรคร้ายก็จะน้อยลง kinto detox.

แชมพูยาจีน ลักษณะทั่วไปของ ผมร่วง ผมบาง

แชมพูยาจีน ลักษณะทั่วไปของ ผมร่วง ผมบาง ผมร่วง ผมบาง เป็นภาวะที่พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจาก กรรมพันธ์ หรือมีสาเหตุมาจากโรคต่าง ๆ อาทิเช่น โรคมะเร็ง, โรคเอสแอลดี, โรคเชื้อราบนหนังศีรษะ, โรคทางต่อมไทรอยด์, โรคไทฟอยด์, โรคซิฟิลิส, โรคไต เป็นต้น สาเหตุที่พบบ่อย และวิธีการรักษา 1. ผมร่วง จากกรรมพันธุ์ ส่วนใหญ่มักจะพบในเพศชาย รากผม มีความไวต่อฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ เส้นผม มีอายุสั้นกว่าปกติ และ เส้นผม ที่เกิดใหม่มีขนาดเล็กและบางลง เห็นเป็นเส้นขนอ่อน ๆ ทำให้บริเวณนั้นดู ผมบาง ลง ส่วนมากจะเป็นบริเวณกลางศีรษะ และหน้าผาก เริ่มสังเกตได้เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป และจะเห็นชัดมากขึ้น ส่วนผู้หญิง มักจะเริ่มแสดงอาการหลังวัยหมดประจำเดือน ทำให้ดู ผมบาง ลง วิธีการรักษา ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ป้องกันและรักษาที่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ยาส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น minoxidill, finastericde หรือ dutasteride ยาเหล่านี้ เมื่อหยุดใช้ ผม ก็จะกลับมาร่วงอีก การรักษาส่วนใหญ่ จึงควรจะเป็นการรักษาด้านกายภาพซึ่งจะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ผมร่วง ผมบาง ให้กลับมาดีขึ้นได้ และชะลอการ หลุดร่วง ของ เส้นผม 2. ผมร่วง ตามธรรมชาติ โดยปกติแล้ว เส้นผม ของคนเรามีประมาณ 80,000 – 1,200,000 เส้น จะมีประมาณ 85-90% ที่อยู่ในช่วงที่มีการเจริญงอกงาม และยาวขึ้นวันละประมาณ 0.35 มิลลิเมตร และมีอายุนาน 2-6 ปีโดยปกติคินเราจะมี ผมร่วง เป็นประจำทุกวัน แต่ไม่เกินวันละ 30-50 เส้น ซึ่งถือว่าเป็น ผมร่วง ตามธรรมชาติ หลังจากนั้นก็มีเส้นผมใหม่งอกขึ้นมาแทน วนเวียนไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเซลล์ของผิวหนังที่มีบางส่วนที่ตาย และหลุดลอกออกมาเป็นขี้ไคลทุกวัน แชมพูยาจีน.

แชมพูยาจีน วิธีการรักษา แชมพูยาจีน by noon

อย่าวิตกกังวลมากเกินไป ลองสังเกตอาการดูซักระยะ ถ้าไม่ดีขึ้น ควรไปตรวจสุขภาพ ดูว่าเป็นโรคต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด ผมร่วง หรือไม่

3. ผมร่วง จากโรคอื่น ๆ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเอสเอลอี , โรคมะเร็ง, โรคเชื้อราบนหนังศีรษะ, โรคทางต่อมไทรอยด์, โรคไทฟอยด์, โรคซิฟิลิส, โรคไต เป็นต้น ก็อาจมีอาการ ผมร่วง ผมบาง ร่วมกับ อาการของโรคเหล่านี้ เช่น เป็นไข้เรื้อรัง ปวดตามข้อ มีผื่นปีกผีเสื้อขึ้นที่หน้า ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น แชมพูยาจีน

วิธีการรักษา

สำหรับโรคซิฟิลิส หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจเลือดหา วีดีอาร์แอล (VDRL) ถ้าเป็นโรคนี้จริง ควรให้การรักษาแบบซิฟิลิส ระยะที่ 2 (ดูโรคที่ ซิฟิลิส) ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องมักทำให้กลายเป็นซิฟิลิสระยะที่ 3 ซึ่งเป็นอันตรายได้

4. ผมร่วง จากยาและการฉายรังสี

ยาที่อาจทำให้เกิดอาการ ผมร่วง มีอยู่หลายชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง, ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants) เช่น เฮพาริน (Heparin), ยารักษาคอพอกเป็นพิษ, ยาคุมกำเนิด,คอลชิซีน, อัลโลพูรินอล (Allopurinol) ซึ่งใช้ป้องกันโรคเกาต์, แอมเฟตามีน (Amphetamine) เป็นต้น นอกจากนี้ การฉายรังสีในการรักษามะเร็ง ก็อาจทำให้ ผมร่วง ได้

วิธีการรักษา

หากสงสัย ควรแนะนำให้ผู้ป่วยกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม

5. ผมร่วง จากเชื้อรา

โรคเชื้อราที่ศีรษะ (กลากที่ศีรษะ) อาจพบได้บ่อยในเด็ก แต่จะไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อรา ซึ่งมักจะลุกลามจากบริเวณอื่นของร่างกาย โรคนี้ทำให้ ผมร่วง เป็นหย่อม ๆ คล้ายโรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ แต่จะมีลักษณะขึ้น เป็นผื่นแดง คันและเป็นขุยหรือสะเก็ด นอกจากนี้มักจะพบร่องรอยของโรคเชื้อรา (กลาก) ที่ มือ เท้า ลำตัวหรือในบริเวณร่มผ้าร่วมด้วย การขูดเอาขุยที่หนังศีรษะ หรือเอา เส้นผม ในบริเวณนั้นมา ละลายด้วยน้ำยาโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) แล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อราที่เป็นสาเหตุ

วิธีการรักษา

ควรรับประทานยาฆ่าเชื้อรา ได้แก่ กริซีโอฟุลวิน ซึ่งอาจต้องให้นาน 6-8 สัปดาห์

6 ผมร่วง จากการทำผม

การทำ ผม ด้วยการม้วน ผม ดัดผม เป่าผม หรือวิธีอื่น ๆ อาจทำให้มีอาการ ผมร่วง ได้ บางรายถึงขั้นรุนแรงขนาดอยู่เฉย ๆ ก้อเห็น ผมร่วง หล่นลงมาอย่างเห็นได้ชัด

วิธีการรักษา

ไม่ควรใช้วิธีการทำผมที่รุนแรง เช่นดึงผมอย่างแรง หรือใช้น้ำยาทำผมจากสารเคมีที่แรงเกินไป นอกจากนั้น ควรใช้แชมพูสูตรอ่อนละมุน หมั่นสระผม เช้า-เย็น เพื่อขจัดน้ำยาต่าง ๆ ที่แพ้ได้อย่างทันท่วงที

7. ผมร่วง จากการถอนผม

พบได้บ่อยในเด็กที่มีปัญหากดดันทางจิตใจด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ปัญหาทางครอบครัว ปัญหาการเรียน เป็นต้น เด็กบางคนอาจถอนผมเล่นจนเป็นนิสัย โดยไม่มีปัญหาทางจิตใจก็ได้ (เรียกอาการนี้ว่า Trichotillomania) ผู้ป่วยจะถอนผมตัวเองเล่น จน ผมร่วง หรือ ผมแหว่ง บางคนอาจเอามาเคี้ยวกินเล่น ถ้ากินมาก ๆ อาจทำให้เกิดการอุดตันของกระเพาะลำไส้ได้ เด็กบางคนอาจถอนผมเฉพาะตอนก่อนนอน ซึ่งจะพบว่ามีเส้นผมตกอยู่ตามหมอนทุกวัน เส้นผมเหล่านี้จะไม่มี ต่อม รากผม หนังศีรษะบริเวณที่ ผมร่วง จะไม่มีผื่นคัน หรือเป็นขุย และจะพบเส้นผมที่เป็นตอสั้น ๆ อยู่มาก เนื่องจากผู้ป่วยถอนออกไม่ถนัด

วิธีการรักษา

อธิบายให้ผู้ปกครองทราบถึงสาเหตุ และหาทางห้ามปรามเด็กมิให้ ถอนผม เล่น ถ้าหยุดถอนผมก็จะขึ้นได้เองในรายที่มีปัญหาทางจิตใจ อาจให้ยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม ถ้าไม่ได้ผลควรปรึกษาจิตแพทย์

8. รอยแผลเป็นที่หนังศีรษะ

รอยแผลเป็นที่หนีงศีรษะ อาจเกิดจากบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ถูกสารเคมี หรือเกิดจากการติดเชื้อ รุนแรงจากแบคทีเรีย (เช่น ฝี พุพอง ชันนะตุ) เชื้อรา (เช่น กลาก) หรือ งูสวัด ทำให้เป็นแผลเป็น ไม่มี ผม ขึ้นอย่างถาวร

วิธีการรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาอย่างได้ผล ถ้าจำเป็นอาจต้องทำการผ่าตัด ปลูกผม

9. ผมร่วง เป็นหย่อม

อาจมีสาเหตุจากเชื้อรา (กลาก), ซิฟิลิส, การถอนผม, รอยแผลเป็น หรือสาเหตุอื่น ๆ แต่มี โรคผมร่วงเป็นหย่อม อยู่ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เรียกว่า “โรค ผมร่วง ย่อมไม่ทราบสาเหตุ (Alopecia areata)” เป็นภาวะที่พบได้เป็นครั้งเป็นคราว พบมากในวัยหนุ่มสาว พบน้อยในคนอายุเกิน 45 ปี ขึ้นไป ทั้งหญิงและชายมีโอกาสเป็นเท่า ๆ กัน ภาวะเครียดทางจิตใจอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการได้ ผู้ป่วยจะมีอาการ ผมร่วง เฉพาะที่ ทำให้ ผม แหว่งหายไปเป็นหย่อม ๆ มีลักษณะกลมหรือรี ขอบเขตชัดเจน ตรงกลางไม่มี เส้นผม แต่จะเห็นรูขุมขน หนังศีรษะในบริเวณนั้นเป็นปกติทุกอย่าง ไม่แดง ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่เป็นสะเก็ด หรือเป็นขุย ในระยะแรกจะพบ เส้นผม หักโคนเรียงอยู่บริเวณขอบ ๆ บางคนอาจพบ แชมพูยาจีน เส้นผม สีขาวขึ้นในบริเวณนั้นผู้ป่วยอาจมี ผมร่วง เพียง 1-2 หย่อม หรืออาจมากกว่า 10 หย่อม ถ้าเป็นมากอาจลุกลามจนทั่วศีรษะ จนไม่มี เส้นผม เหลืออยู่เลยแม้แต่เส้นเดียว บางคนอาจมีอาการ ขนตา และ ขนคิ้ว ร่วงร่วมด้วย เรียกว่า “ผมร่วงทั่วศีรษะ (Alopecia totalis)” ผู้ป่วยส่วนมากจะหายได้เองตามธรรมชาติ แต่อาจกินเวลาเป็นปีกว่าจะหาย (ประมาณ 50% ของผู้ป่วยหายภายใน 1 ปี ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย จะมี ผม ขึ้นภายใน 5 ปี) บางคนเมื่อหายแล้ว อาจกำเริบได้ใหม่เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้ง ประมาณ 40% ของผู้ป่วยจะกำเริบซ้ำอีกภายใน 5 ปี หรือไม่อาจมีคนอื่น ๆ ในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย (โดยที่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อแต่อย่างไร)บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น ต่อมไทรอยด์อักเสบจากออโตอิมมูน, โรคแอดดิสัน,โรคด่างขาว เป็นต้น

วิธีการรักษา

หากสงสัย ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล อาจต้องเจาะเลือดตรวจหาวีดีอาร์แอล หรือขูดเอาหนังส่วนนั้นไปตรวจ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เกิดจากซิฟิลิส หรือเชื้อรา ถ้าเป็นโรค ผมร่วง หย่อมไม่ทราบสาเหตุ ก็ให้ใช้ครีมสเตอรอยด์ เช่น ครีมไตรแอมซิโนโลนอะเซโทไนด์ หรือ ครีมบีตาเมทาโซนขนาด 0.1% หรือทาด้วยขี้ผึ้งแอนทราลิน (Anthralin) ขนาด 0.5% วันละครั้ง ถ้าไม่ได้ผลใน 1 เดือน ก็อาจฉีดยาสเตอรอยด์ (เช่น ไตรแอมซิโนโลนอะเซโทไนด์) เข้าใต้หนังในบริเวณที่เป็นทุก 2 สัปดาห์ในรายที่เป็นรุนแรง ( ผมร่วง ทั้งศีรษะ) อาจต้องให้เพร็ดนิโซโลน ชนิดกินยาเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ ผมงอกเร็ว ขึ้น

10. ผมร่วง เนื่องจากผมหยุดเจริญชั่วคราว

ปกติ เส้นผม ของคนเราจะมีอายุนาน 2-6 ปี แล้วจะหยุดการเจริญงอกงาม ในแต่ละวันจึงมี เส้นผม ประมาณ 10%-15% ที่เสื่อมและหลุดร่วงไปแต่ในบางภาวะ เส้นผม ที่กำลังเจริญอาจหยุดการเจริญในทันที ทำให้มี เส้นผม เสื่อมและหลุดร่วงเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ (เช่น เพิ่มเป็น 30%) ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาการ ผมร่วง มากกว่าปกติได้ สาเหตุที่ทำให้ผมหยุดการเจริญชั่วคราว ที่พบได้บ่อย เช่น

10.1 ผู้หญิงหลังคลอด มัก ผมร่วง หลังคลอดประมาณ 3 เดือน เนื่องจากขณะคลอด เส้นผม บางส่วนเกิดหยุดการเจริญในทันที ต่อมาอีก 2-3 เดือน ผม เหล่านี้ก็จะร่วง

10.2 ทารกแรกเกิดอาจมีอาการ ผมร่วง ในระยะ 1-2 เดือนแรก แล้วจะค่อย ๆ มี ผม งอกขึ้นใหม่

10.3 เป็นไข้สูง เช่น ไข้รากสาดน้อย ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ เป็นต้น จะมีอาการ ผมร่วง หลังเป็นไข้ ประมาณ 2-3 เดือน

10.4 ได้รับการผ่าตัดใหญ่

10.5 เจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น วัณโรค, เบาหวาน , โลหิตจาง, ขาดอาหาร เป็นต้น

10.6 การเสียเลือด การบริจาคเลือด

10.7 การใช้ยา เช่น ยาคุมกำเนิด, อัลโลพูรินอล, โพรพิลไทโอยูราซิล, เฮพาริน เป็นต้น

10.8 ภาวะเครียดทางจิตใจ เช่น ตกใจ เสียใจ เศร้าใจ เป็นต้นผู้ป่วยจะมีอาการ ผมร่วง มากผิดปกติ (มากกว่าวันละ 100 เส้น) ลักษณะร่วงทั่วศีรษะ ซึ่งมักจะมีอาการตามหลัง สาเหตุเหล่านี้ประมาณ 2-3 เดือน และอาจจะเป็นอยู่นาน 2-6 เดือน ก็จะหายได้เองอย่างสมบูรณ์ แชมพูยาจีน.

do me การเลือกซื้อวิตามินซีที่เป็นสารเสริมอาหาร

do me การเลือกซื้อวิตามินซีที่เป็นสารเสริมอาหาร ไม่ใช่ว่ายี่ห้อแพงเท่านั้นที่จะเป็นของดีเสมอไป แต่ควรพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ดังต่อไปนี้ 1. ดูแหล่งที่มาของวิตามินซี ว่าได้มาจากการสังเคราะห์ หรือการสกัดจากธรรมชาติ เนื่องจากวิตามินซีที่สกัดมาจากธรรมชาติจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีกว่า และมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการบริโภคมากเกินไปที่น้อยกว่า โดยวิตามินจากธรรมชาติให้สังเกตจากฉลากข้างขวดว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees 2. ให้สังเกตค่าไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) ว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด เพราะสารดังกล่าวเป็นสารพฤษเคมีชนิดหนึ่ง เป็นสารมีประโยชน์ที่พบในพืช ซึ่งจะมีผลในการช่วยดูดซึมและการออกฤทธิ์ของวิตามินซีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยอย่างน้อยที่สุดในทุกๆ 500 มิลิกรัม ของผลิตภัณฑ์วิตามินซี ควรจะมีไบโอฟลาโวนอยด์ อย่างน้อย 100 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตามการรับประทานวิตามินซีชนิดเม็ด อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ แต่ก็ไม่ควรทานมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้น เช่น โรคนิ่ว ในทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ถ้ากินมากๆ อาจถึงขนาดอาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม เป็นต้น วิตามินซีเป็นสารที่สามารถละลายน้ำได้ ถ้าได้รับมากจนเกินไปร่างกายจะทำการขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นสูตรสำเร็จของผู้ที่จะรักการกินวิตามินซีให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การกินอาหารเสริมบวกกับอาหารสดนั่นเอง do me.

do me วิตามินซี กินตอนไหน ร่างกายได้ประโยชน์เต็ม ๆ ดูมี โดม
กินวิตามินซีตอนไหนถึงได้ประโยชน์สูงสุด ก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือก่อนนอน วิธีกินวิตามินซีที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ตอบได้ไหมคะ

อาหารเสริมอย่าง “วิตามินซี” เป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน หน้าหนาว ที่คนเป็นไข้หวัดกันเยอะ เลยหาซื้อวิตามินซีแบบอัดเม็ดมาทานกันเอง เพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จะได้ไม่ป่วยง่าย ๆ แต่ก็มีคำถามอยู่เหมือนกันว่า เราควรทานวิตามินซีเสริมแบบนี้มากแค่ไหน แล้วถ้าจะทาน ควรจทานช่วงไหน ร่างกายถึงได้รับประสิทธิภาพมากที่สุด do me

ทานวิตามินซีเสริมดีไหมนะ?

โดยปกติคนอายุ 15 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินซี 60-90 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนเด็กต้องการวิตามินซี 30-50 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ก็สามารถทานเพิ่มได้ถึงราว ๆ 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน

แต่ในบางคนอาจจำเป็นต้องรับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มมากหน่อย คือตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมขึ้นไป อย่างเช่น คนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ, คนที่มีอาการเลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด แพทย์จะให้ทานวิตามินซีเสริม รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ก็จำเป็นต้องทาน เพราะบุหรี่จะไปลดปริมาณวิตามินซีในร่างกาย เช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ คนที่เตรียมตัวผ่าตัด หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด ก็ควรได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากขึ้น

วิตามิน

กินวิตามินซีตอนไหน ได้ประโยชน์มากที่สุด

เรื่องนี้ ภญ.วริยา สารรัตนะ ได้ให้คำตอบไว้ในเว็บไซต์หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า จริง ๆ แล้วสามารถรับประทานเวลาใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวก แต่แนะนำว่าอย่าทานตอนท้องว่าง ถ้าจะให้ดีควรทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารจะดีที่สุด เพราะอาหารจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้ และเป็นการป้องกันกระเพาะอาหารระคายเคืองด้วย เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดนั่นเอง

ทั้งนี้ เราอาจแบ่งรับประทานวิตามินซีตามมื้ออาหารก็ได้ เช่น วันละ 2 เวลาหลังอาหาร หรือ วันละ 3 เวลาหลังอาหาร จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ดีกว่าการรับประทานทั้งหมดในครั้งเดียวค่ะ

วิตามิน

วิตามินซี กินมากไป ใช่ว่าดี

อาหารทุกอย่างทานน้อยไปก็ไม่ได้ ทานมากไปก็ไม่ดี รวมทั้งวิตามินซีด้วยค่ะ เพราะถ้าร่างกายได้รับน้อยเกินไปก็จะส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน ทำให้เป็นหวัดง่าย เลือดออกตามไรฟัน ผิวพรรณดูไม่ผ่องใส เพราะวิตามินซีมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยชะลอความแก่ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย

แต่ถ้าทานมากเกินไป เช่น ทานเกิน 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันนาน ๆ เข้า ก็อาจเกิดผลข้างเคียงอย่างเช่น ไม่สบายท้อง ปวดมวนท้อง ท้องเสียรุนแรง เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต แต่ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะอาการข้างเคียงเหล่านี้พบได้น้อยมาก เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ จึงขับออกทางปัสสาวะได้นั่นเอง ดังนั้นแล้วหากใครจำเป็นต้องทานวิตามินซีในปริมาณสูงกว่าที่กำหนด ก็ควรทานพร้อมหรือหลังอาหาร และดื่มน้ำตามมาก ๆ ด้วยค่ะ

วิตามินซีเสริมเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วก็สู้วิตามินซีที่เราได้จากธรรมชาติไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นหมั่นทานผักผลไม้ให้มาก ๆ โดยเฉพาะฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะนาว มะม่วง do me มะเขือเทศ มันฝรั่ง กีวี สตรอว์เบอร์รี ผักใบเขียว อาหารเหล่านี้เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีที่จะช่วยคุ้มกันร่างกายให้ปลอดและหายจากโรค โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารเสริมมาทานเลย

วิธีกินวิตามินซี ที่สุดอาหารผิวขาวที่คุณควรรู้ กินอย่างไรจึงกินแล้วขาว
ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณและทานอาหารผิวขาวอยู่เสมอมักจะทราบกันอยู่แล้วว่าการกินวิตามินซีนั้นช่วยให้คุณมีผิวที่ขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติแต่ปัญหาก็คือจะกินแล้วขาวนั้นต้องกินวิตามินซีอย่างไรและต้องกินปริมาณเท่าไหร่จึงจะเห็นผลวันนี้เราจะบอกเล่าวิธีการทานวิตามินซีอาหารผิวขาวธรรมชาติที่เห็นผลและปลอดภัยค่ะ

อาหารผิวขาว

วิตามินซี ที่สุดอาหารผิวขาวที่ใครอยากผิวขาวควรรู้ค่ะ

เพราะร่างกายของคนเรานั้น ไม่สามารถกักเก็บวิตามินซีได้ เพราะละลายน้ำได้และถูกขับออกทางปัสสาวะ ดีงนั้นเราจึงต้องกินวิตามินซีเพื่อให้ร่างกายนั้นได้รับวิตามินซีที่เพียงพอต่อร่างกายอย่างสม่ำเสมอ วิตามินซีนั้นเป็นอาหารผิวขาว ที่ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวพรรณที่มาจากธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะกิยนวิตามินซีมากแค่ไหนก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เราอาจจะได้รับวิตามินจากการทานผักผลไม้มากๆ แล้วให้ร่างกายสังเคราะห์ หรือจากการทานอาหารผิวขาวหรือวิตามินซีสกัดในรูปแบบต่างๆ ก็ได้

ผลวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามินซีและการกินวิตามินซีที่ถูกต้องกันเลย

สิ่งแรกที่อาหารผิวขาวอย่างวิตามินซีช่วยในเรื่องผิวคือ ช่วยเรื่องการเสริมสร้างและประสิทธิภาพของคอลลาเจนให้ผิวของมีโครงสร้างของคอลลาเจนที่ดีและแข็งแรงอยู่เสมอตามวัยที่อำนวย และที่สำคัญเราสามารถกินวิตามินซีตอนไหนก็ได้อีกด้วยแต่ถัาจะให้ดีที่สุดควรเป็นช่วงท้องว่าง นอกจากผิวแล้วการกินวิตามินซีจะในการรักษาบาดแผล เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย ลดความเสี่ยงการเป็นภูมิแพ้ ลดผลกระทบจากไมเกรร ขับของเสียออกจากผิวหนัง โดยมีการศึกษาและการวิจัยจากหลากหลายสถาบันรับรอง

อาหารเสริมผิวขาวหรืออาหารผิวขาวที่ดีนั้น ควรให้ร่างกายได้รับวิตามินซีราวๆ 2000 มิลลิกรัม เพื่อแน่ใจว่าหลังดูดซึมแล้วร่างกายได้รับวิตามินที่พอเพียงค่ะ

วิธีการกินวิตามินอย่างถูกต้อง

โดยพื้นฐานแล้วการกินวิตามินซีที่ถูกต้องคือ การกินให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการโดยในสภาวะปกติ เราต้องการวิตามินซี 40 mg ต่อวัน หากแต่เราสูบบุหรี่หรือการได้รับมลพิษทางควันเป็นประจำ เราจำเป็นต้องกินวิตามินซีให้ร่างกายดูดซึมได้ถึง 250 – 500mg ต่อวัน สำหรับผู้ที่ต้องการให้กินแล้วขาว ในอาหารผิวขาวและอาหารเสริมผิวขาวต่างๆ นั้นต้องมีถึง 1000mg เป็นอย่างต่ำแต่ด้วยข้อจำกัดทางการผลิตอาหารเสริมผิวขาวเหล่านั้น ไม่ได้มีวิตามินซีที่เพียงพอ การทานวิตามินรูปแบบเม็ดหรือชงน้ำเสริมเข้าไปจึงจำเป็น

ดังนั้นการบำรุงผิวพรรณ ร่างกายต้องการวิตามินซีในปริมาณที่ค่อนข้างสูงการทานวิตามินซี เพิ่มเติมเพื่อกินแล้วขาวนั้นจึงจำเเป็นนั่นเอง

ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะมีผิวที่ขาวสดใส ชวนมอง และน่าสัมผัส แต่กว่าที่จะได้มาซึ่งผิวพรรณที่งดงามเหล่านั้นมาครอบครอง หลายๆคนก็คงจะเข้าใจดีว่า จำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายาม และสรรหา วิธีผิวใส มาปฎิบัติตามแบบลองผิดลองถูกกันอย่างมากมายกว่าที่จะพบ วิธีผิวใส ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากที่สุด สำหรับใครที่กำลังมองหา วิธีผิวใส ที่สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวสดใสได้อย่างรวดเร็วอยู่ บทความชิ้นนี้ก็ขอแนะนำวิธีช่วยทำให้ผิวพรรณของคูรขาวเนียน สดใส แลดูมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ โดยเพียงแค่วิธีง่ายๆ อย่างการทานวิตามินซีเท่านั้น do me.